ความคิดเห็นล่าสุด

การแต่งกายชุดกันหนาวในแบบ Layering System

เขียนโดย pathwild 01/03/2017 0 ความคิดเห็น
การแต่งกายชุดกันหนาวในแบบ Layering System
       การเดินทางไกลไปในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัด ไม่ว่าจะเดินป่า ปีนเขาสูง สกี ฯ จำเป็นต้องมีแนวทางการแต่งกายที่เหมาะสมกับกิจกรรมนั้นๆ กิจกรรมกลางแจ้งทั้งหลายล้วนต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีความร้อน รวมทั้งมีเหงื่อออกได้ ทั้งที่อากาศภายนอกจะหนาวจัดระดับติดลบก็ตาม
 
เสื้อโอเวอร์โคทให้ความอบอุ่นดี แต่ขาดความคล่องตัว ไม่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง
 
           เสื้อและอุปกรณ์กันหนาวบางประเภท เช่น เสื้อโอเวอร์โคท แจ็คเก็ตหนัง ผ้าพันคอขนเฟอร์หนานุ่ม อาจให้ความอบอุ่นได้ดี แต่ไม่มีคุณสมบัติในการระบายความชื้นออกจากร่างกาย ทำให้ผู้สวมใส่ ไม่สบายตัว อึดอัด ทั้งรูปแบบการตัดเย็บและรูปทรงของเสื้อผ้า มักจะไม่ให้ความคล่องตัวจึงเป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมต่างๆ
 
 
           การแต่งกายกันหนาวเพื่อกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor Activities) มีแนวทางการที่เรียกว่า Layering System หรือการแต่งกายแบบ “แยกชั้น” โดยแต่ละชั้นจะมีการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ โดยมีจุดประสงค์ในการแยกการทำงานแต่เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในการที่จะทำให้  ผู้สวมใส่อบอุ่นที่สุด แห้งสบาย คงความคล่องตัวและน้ำหนักเบาที่สุดซึ่งแนวทางการแต่งกายดังกล่าว มีพื้นฐานสำคัญ คือ ป้องกันลมและอากาศเย็นจากภายนอก, รักษาความร้อนที่เกิดขึ้นจากร่างกาย และระบายความชื้นออกจากผิวหนัง (การระบายความชื้นออกจากผิวหนังเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเหงื่อที่ออกจนเสื้อเปียกชื้นท่ามกลางอากาศหนาวเย็น จะทำให้ร่างกายหนาวจัดและเป็นอันตรายมาก) การแต่งกายกันหนาวแบบแยกชั้น (Layering System) เพื่อกิจกรรมกลางแจ้ง
 
เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่เพื่อกันหนาว จะสามารถแยกได้เป็นสามประเภทเสมอ โดยมีลำดับการสวมใส่จากชั้นในสุดถึงชั้นนอกสุด ดังนี้
• Base Layer ชั้นในสุด (ไม่รวมชุดชั้นใน)
• Mid Layer (Soft Shell) ที่มีเนื้อผ้านุ่มและอุ่น เช่น Fleece หรือ Ultra Light Down
• Outer Layer (Hard Shell) ชั้นนอกสุด เป็นแจ็คเก็ตที่มีคุณสมบัติกันน้ำ กันลม และ ระบายอากาศได้
 
Base Layer ชุดชั้นในกันหนาว
 
 
       ออกแบบมาเพื่อรักษาอุณหภูมิของผิวหนังให้คงที่และดึงความชื้นออกจากผิวหนัง มักจะผลิตจากขนแกะ (Wool) หรือเส้นใยสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เช่น Heat-Tech หรือ Omni-Heat
 
Merino wool เป็นเส้นใยธรรมชาติ ที่ได้รับการยอมรับเรื่องคุณสมบัติในความอุ่นมากที่สุด แต่ก็มีข้อเสียเรื่องแห้งช้ากว่าเส้นใยสังเคราะห์ และเมื่อมันเปียก คุณสมบัติในการกันหนาวจะลดลงอย่างมาก
 
ดังนั้น Base layers ควรจะเป็นเนื้อผ้าบาง เบา ไม่ควรหนาหนัก เพราะจะส่งผลความสบายในการสวมใส่ และต่อคุณสมบัติในการกันหนาวของเสื้อผ้าในชั้นอื่นๆ ต่อไป
 
 
Mid Layer (Soft Shell) ชั้นกลาง ที่มีเนื้อผ้านุ่มและอุ่น
 
          Mid Layer มักจะทำจาก ผ้าฟลีส บางครั้งอาจมีการเพิ่มคุณสมบัติ ในการกันลมหรือกันน้ำ สวมใส่ไว้ในชั้นกลาง ระหว่าง Base Layer กับ Outer Layer เลือกแบบที่มีซิปด้านหน้าจะสะดวกในการสวมใส่และสามารถเปิดเพื่อระบายอากาศได้เร็วเมื่อภายในรู้สึกร้อน
 
จุดประสงค์ของ Mid Layer คือ ทำหน้าที่เป็น “ฉนวน” ระหว่างความร้อนของร่างกายและความเย็นของอากาศภายนอก ผ้า Fleece มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำหน้าที่นี้ มันยังมีคุณสมบัติที่ดีในการระบายอากาศและความชื้นที่ถูก Base Layer ขับออกมาจากร่างกาย ด้วยในหน้าร้อน หรือวันที่อากาศไม่หนาวจัด ไม่มีฝนหรือหิมะ เสื้อ Mid Layer หรือ Soft Shell สามารถใช้ทดแทน Outer Layer ได้เลย
 
 
Outer Layer (Hard Shell) ชั้นนอกสุด กันน้ำ กันลม
 
        ปราการด่านแรกที่จะปกป้องร่างกายจากสภาพอากาศเลวร้ายภายนอก ไม่ว่าจะลม ฝน หรือ หิมะ เนื้อผ้าของ Outer layer จะต้องมีคุณสมบัติในการกันน้ำ กันลม และช่วยเสริมการทำงานของ Mid และ Base Layer ในการรักษาความอบอุ่นและควบคุมความชื้นภายใน
 
มีความเข้าใจผิดอย่างมากเกี่ยวกับคุณสมบัติของชุด Outer Layer เราจะพบการโฆษณาสรรพคุณมากมายที่กล่าวถึงคุณสมบัติ “การกันน้ำ” ของเสื้อกันหนาวลักษณะนี้ แต่ที่ไม่ค่อยพบ หรืออาจจะไม่ให้ความสำคัญนั่นคือ คุณสมบัติในการถ่ายเทอากาศและความชื้น เพราะหากเนื้อผ้าไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว ผู้สวมใส่จะพบปัญหาความร้อนและความชื้นสะสมภายใน กลายเป็นความเปียกชื้นไม่สบายตัวอย่างยิ่ง (นึกถึงการใส่เสื้อกันฝนผ้าพลาสติก)
 
 
เนื้อผ้าที่เลือกใช้ผลิต Outer Layer มักจะเป็นผ้าใยสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ มีชื่อทางการค้าอย่าง Gore-tex หรือ Polar-tec มีคุณสมบัติกันน้ำและระบายอากาศได้ดี
 
 
 
        การสวมใส่ชุดกันหนาวแต่ละแบบเข้าด้วยกัน มันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แผนการเดินทาง และกิจกรรมของคุณการแต่งกายแบบแยกชั้น ทำให้คุณมีความยืดหยุ่นและง่ายต่อการปรับเปลี่ยนระหว่างวัน สำหรับผู้เริ่มต้นเรามีแนวทางการแต่งกายมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้
 
แบบสองชั้น Two-Layer System
 
อากาศไม่หนาวเย็นจัด กลางวันอาจจะร้อน (ในบางพื้นที่แม้กลางคืนจะติดลบและพื้นที่มีหิมะ แต่ในความเป็นจริงอุณหภูมิสูงสุดตอนกลางวันอาจขึ้นสูงถึงมากกว่าสิบองศาเซลเซียส) ได้ ใช้เพียง Mid (Soft Shell) และ Outer Layer (Hard shell) และเลือกใช้แต่ละชั้น (หรือทั้งสองชั้น) ตามสภาพอากาศที่เจอ
 
 
แบบสามชั้น Three-Layer System
เป็นการแต่งกายกันหนาวสำหรับอากาศหนาวจัด ปกป้องจากทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะ ฝน หิมะ ลมแรง สามารถเสริมบางชั้น โดยเฉพาะชั้น Mid Layer เพื่อเพิ่มความอบอุ่นขึ้นได้ตามต้องการ
 
 
 
 
แบบสี่ชั้น Four Layer System 
 
 
สำหรับอากาศหนาวสุดขั้ว สำหรับสภาพอากาศเลวร้าย ลมแรง หิมะ และหนาวสุดขั้ว เช่นปีนพิชิตยอดเขาสูงกว่า 6000 เมตร หรือพื้นที่หนาวจัดเป็นพิเศษอย่างขั้วโลกเหนือ-ใต้ จำเป็นต้องเสริม Layer พิเศษ ชั้นนอกอีกชั้นด้วยเสื้อขนห่าน Down Jacket ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพื้นที่ภูเขาสูงและอากาศหนาวเย็นโดยเฉพาะ
 
 
 
อย่าลืมอุปกรณ์เสริม! ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์เสริม ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องตกแต่ง แต่มีคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นสบายมากขึ้น หมวก ผ้าบัฟ (ไม่แนะนำผ้าพันคอ เพราะรุ่มร่าม) Balaclava (หมวกโม่งสำหรับอากาศหนาวจัด) ถุงมือ ถุงเท้า แว่นกันลม ฯลฯ จะช่วยให้การเดินทางราบรื่นขึ้นมากอย่างที่คิดไม่ถึง
 
 
                 

แสดงความคิดเห็น